|
ความคลั่งไคล้ ไดโนเสาร์
ของเด็กสองคนเริ่มต้นเป็นมายังไง ถูกสอดแทรกมาตอนไหนไม่แน่ชัด แต่ปัจจุบัน
ไดโนเสาร์เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และคงเป็นพื้นที่จินตนาการเฉพาะที่มักจะถูกตัดขาดจากโลกปัจจุบันอยู่เสมอ
ด้วยลักษณะพิเศษที่จะต้องจินตนาการสมมติฐานจากข้อมูลซากดึกดำบรรพ์เท่านั้น
การเขื่อมต่อสู่โลกแห่งความเป็นจริงของเด็กๆจึงคลุมเครืออาจจะเรียกว่า"ติดหล่ม"ก็ได้
และด้วยมิติการรับรู้ที่แตกต่างจากพื้นที่ธรรมชาติที่มีชีวิต สภาวะการณ์เรียนรู้ดูเหมือนว่าไม่ก้าวไปสู่ความพึงพอใจที่แท้จริงของเด็กๆได้(การตอบสนองต่อสภาวะจำลองไร้ชีวิตเสียมากกว่า)
และแทบจะไม่สามารถเชื่อมต่อไปสู่ความเป็นจริงได้สำเร็จ
นอกจากเรื่องราวการค้นหาข้อมูล
การเดินทางย้อนเวลาลงไปสู่อดีตที่ต้องจินตนาการควบคู่ไปด้วย จากฟอสซิลไปสู่แบบจำลอง
ด้วยขนาดใหญ่โตมหึมาและหน้าตาดูประหลาดไปจนถึงท่าทางการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมของการกินและการล่าจากAnimation
อีกหลายๆเรื่อง เรื่องราวการค้นพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล(สิ่งยังคงเหลืออยู่หรือรอยพิมพ์ของสิ่งมีชีวิตที่แข็งตัวอยู่ในหิน)ตั้งแต่การค้นพบฟันยักษ์ที่
กีเดียน แมนเทล หมอนักสะสมฟอสซิล
ชาวอังกฤษบรรยายว่าเป็นฟันของกิ้งก่ายักษ์ที่ยาวถึง
12
เมตร และเรียกว่า อีกัวโนดอน Iguanodon
ซึ่งแปลว่าฟันของกิ้งก่ายักษ์ ในปี ค.ศ.1822
ซึ่งต่อมาการพบสิ่งคล้ายๆกันนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในปี
ค.ศ.1841 ริชาร์ด โอเวนได้ตั้งชื่อสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่พบอีกมากมายเหล่านี้ว่า
ไดโนเสาร์ Dinosaur ซึ่งแปลว่า
สัตว์เลื่อยคลานที่น่ากลัว มาจากภาษากรีก สองคำ Deinos+Sauras
ไดโนเสาร์ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวโลกเพราะมีลักษณะแตกต่างอย่างน่าทึ่งจากสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
ทำให้คนรับรู้ได้ถึงเรื่องราวของสัตว์ประหลาดในอดีตอันยาวนาน
มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19
เป็นต้นมา
โดยเฉพาะเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้แรงบันดาลใจเด็กๆถ่ายโยงความสนใจไปสู่
วิวัฒนาการชีวิต ทฤษฏี
วิวัฒนาการยุคใหม่ มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า
วิวัฒนาการไม่ได้หมายถึงความก้าวหน้าเสมอไป ถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง
ชีวิตที่มีความก้าวหน้ามากอาจสูญพันธ์ไป
ส่วนที่ยังคงเหลือคือญาติๆที่มีความก้าวหน้าน้อยกว่ากลับอยู่รอดชีวิตมาได้
ทุกวันนี้ที่บ้านดลและแดน เต็มไปด้วย Doldanosaurus
การจำลอง ร่องรอยเท้า ซากฟอสซิล
ไดโนพันธุ์ต่างๆทั้งกินพืช กินเนื้อและภาพเขียนไดโนเสาร์
หรือแม้กระทั่ง
ท่าทางเดินของดลและแดนที่พยายามยื่นหัวไปข้างหน้าขณะเดินหรือวิ่ง ไปจนถึงเสียงร้อง และลมหายใจ
รวมถึงการละเล่นกันของเด็กสองคนและเพื่อนๆ
เสมือนว่าครอบครัวเรากำลังอยู่ในยุค ครีเตเชียส
ที่เพ่นพ่านไปด้วย"สัตว์เลื้อยคลานที่น่ากลัว" ก่อนที่จะถึงเวลาสูญพันธุ์ไปในที่สุด
นึกอยู่ในใจว่า เมื่อไหร่ถึงจะก้าวผ่านพ้นไปถึงยุค เทอเชียรี่ หรือควอเตอนารี เร็วๆ เสียที
แต่จริงๆแล้วเรื่องราวของสรรพชีวิต
ที่ต้องย้อนรอยไปสู่อดีตอันน่าระทึกนั้น มีจุดสำคัญที่มากกว่า ไดโนเสาร์
ก็คือการเชื่อมโยงไปสู่จุดกำเนิดและความหลากหลายของสายใยอันซับซ้อนสำหรับชีวิตบนโลก
ซึ่งยังต้องหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกันหรือไม่
?
เด็กๆจะก้าวไปถึงจุดเปลี่ยนแห่งการเรียนรู้เหล่านี้ได้อย่างไร
ด้วยจังหวะ ลีลาที่ก้าวคืบไปอย่างเป็นธรรมขาติ เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเราครอบครัวพ่อแม่ลูกสี่คน
|