จุดเปลี่ยนเรียนรู้
   
ดลแดนเรียนรู้ทุกวันทุกเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงก่อนนอน บางครั้งเรียนรู้จนถึงเวลาง่วงหลับไปไม่ได้แปรงฟันก่อนนอนก็มี หลายๆคนถามอย่างแปลกใจว่า แบบนี้เด็กๆไม่เครียดแย่หรือ...?”  ผมตอบแบบไม่ตรงที่คัน ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์และหยุดราชการด้วย บางท่านคงนึกภาพ การเรียนในแบบที่คุ้นเคย มีบทเรียน เรื่องราวเนื้อหาวิชา พร้อมแบบฝึกหัด บทสรุปความเข้าใจเชิงนามธรรมด้วยระบบภาษา แต่การไล่จับกิ้งก่า หรือการฝึกตีลังกาก่อนนอนก็ถือเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ ถึงคราวนี้ก็หลายๆท่านอีกนั่นแหละ ทักท้วงอีกว่า .......แต่เอาเป็นว่าผมขอสรุปว่าด้วยความแตกต่างในกระบวนการเรียนรู้  ที่ต่างออกไปจากการศึกษาในระบบโรงเรียน เด็กสองคนจึงมีกระบวนท่าในการเรียนรู้ที่ต่างออกไปและบางครั้งก็ไร้กระบวนท่าที่จะสำแดงให้เห็น

 จนถึงทุกวันนี้มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ผมจะต้องเตรียมตัวตั้งรับ สัมผัสทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งและถี่ถ้วน นั้นคือพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงตามวัยของดล และพัฒนาการที่เกิดจากการบ่มเพาะเรียนรู้ที่อิ่มตัว กลไกการละเล่นแบบเดิมๆอาจจะน่าเบื่อไปแล้ว  สำหรับวัยของดลกับความเข้าใจในสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น อาทิเช่น ความจริงและความฝันในความคิดที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ความรู้รู้ตัวและไม่รู้ตัว เด็กๆรู้จักสัมผัสถึงและแยกแยะได้มากขึ้น สมองในทรงผมหมวกกันน็อคของดลกำลังปั่นป่วนกับการแยกแยะสิ่งที่เรียกว่า นามธรรมและรูปธรรม ดลเคยถามผมว่า พ่อ..ความขมมันมีหน้าตาเป็นยังไง  ผมแทบตั้งตัวไม่ทันเลยด้นถามกลับไป แล้วดลนึกถึงอะไรเวลาขม ดลนั่งนึกอยู่นานแล้วตอบ นึกถึงมะระไงพ่อ แต่เอ...มะระมันเป็นพืชนี่นา...ไม่ใช่ความขม ใช่แล้วมะระเป็นสัญลักษณ์ของความขมได้เรากำลังนึกหน้าตามันผ่านสัญลักษณ์ หรืออย่างเช่นช้างเป็นสัญลักษณ์ความใหญ่โต แต่ถ้าความขม ตัวจริงๆของมันเลยดลต้องลองจินตนาการถ่ายทอดออกมาด้วยวิธีใดก็ได้   ผมเริ่มสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่มาถึงจุดเปลี่ยนในกระบวนการเรียนรู้อีกครั้งหนึ่งสำหรับดลโดยเฉพาะทางด้านภายใน จิตใจ ความคิดและทัศนคติ ตามปกติผมจะเห็นเด็กสองคนคิดหาอะไรทำ ไม่อ่านหนังสือ ดูสารคดี หรือไม่ก็หาอะไรทำเล่นแทบจะตลอดเวลา แต่ระยะหลังๆนี้มักเห็น ดลนั่งอยู่เหม่อลอยอยู่เฉยๆอยู่บ่อยครั้งเลยถามหาทุกข์สุขดูว่าเบื่อหรือไง ? ได้คำตอบว่า อยากนั่งอยู่เฉยๆบ้าง.... มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อสังเกตเห็นดลมาหยิบกระดานไวท์บอร์ดอันเล็กหายไปนาน พ่ออยากรู้เลยขอให้เอามาดูหน่อย  ทีแรกพ่อนึกในใจว่าหายไปตั้งนาน เอาไปขีดเขียนเส้นวนไปวนมาแค่นั้นหรือ แต่ดลชี้ให้เห็นจุดสำคัญ พ่อดูนี่...ชีวิต บนกระดานขาวที่เต็มไปด้วนเส้นหมุนวนสีน้ำเงิน ดลใช้นิ้วเขียนลบลงไปเป็นตัวหนังสือสีขาวว่า ...ชีวิต.... ชีวิตมันเป็นยังไงครับดล?”ผมตั้งคำถาม ชีวิตมันเป็นวนๆซ้ำไปซ้ำมายังงี้แหละพ่อ.....เราตั้งคำถามกันต่อเรื่องชีวิตตามประสาพ่อลูกได้สักพักใหญ่จึกเลิกราไป...........

   
ชีวิต ภาพอักษรปริศนาภายใต้ความคิดจินตนาการ และจิตสำนึกของดล
 

สำหรับการเรียนรู้ของดลกะแดน ในช่วงวัยเด็กการเรียนรู้เป็นไปได้ทุกที่ ที่เกิดจากความคิดที่สร้างสรรค์  เราเคยทำความเข้าใจและมีข้อตกลงกันก่อนเสมอ เพราะมีหลายครั้งคราที่การละเล่นเรียนรู้กลายพันธ์เป็นการเล่นซนไม่สร้างสรรค์แต่เป็นการทำลายและเกิดผลลบมากกว่า ถ้าคิดจะละเล่นก็ให้เตรียมการสร้างสรรค์กันให้เต็มที่ พ่อจะสนับสนุนหนุนหลังอยู่เสมอ  ในการละเล่นในหลากหลายรูปแบบนี้เองที่ผมจะต้องสังเกตการณ์ติดตาม โน้มน้าว หรือเชื่อมต่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความสนใจและพัฒนาที่ก้าวหน้าต่อไป รวมถึงการถอดเป็นบทเรียนรู้เหล่านั้นให้ชัดเจนขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับความความรู้จากแหล่งอื่นๆ ในการคิดสร้างสรรค์ผลิตผลทางความคิดของดลแดนล้วนบ่มเพาะและสะสมจากแรงบันดาลใจในการการละเล่นเรียนรู้จากห้องเรียนธรรมชาติ และณ.ที่นี้เองมีต้นแบบของสิ่งสร้างสรรค์อยู่ในทุกๆอณูความคิดของการ เรียนรู้   มีหลายท่านถามว่า มีกระบวนการเรียนรู้อย่างไรให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์(มากๆ)?” ผมตอบแบบไม่ตรงที่คันแบบดั้งเดิมของผม   เด็กๆทุกคนในโลกเกิดมาพร้อมกับความคิดที่พร้อมจะสร้างสรรค์  แต่จะต้องดูว่ามีเหตุปัจจัยใดบ้างที่ไปขัดขวาง รบกวน และเป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโตเบ่งบาน  สิ่งเหล่านี้เองนั่นแหละที่ผมต้องระมัดระวังมากและต้องระลึกอยู่เสมอสำหรับพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กๆ

   
อินทรีทุ่งหญ้าเสต็ป หนึ่งในนกล่าเหยื่อที่ดลสนใจ ดลหาวิธีขึ้นโครงสร้างลำตัวด้วยความเข้าใจการทำความรู้จักถึงรายละเอียดของนกเหล่านี้ไปจนถึงท่วงท่าในการบิน
ในขณะเดียวกัน พัฒนาการในเชิงทักษะก็มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยเฉพาะความสนใจในเรื่องความเป็นจริง สัดส่วนและแสงเงา ที่ต้องการให้อยู่ในความเป็นจริงมากขึ้น ประกอบกับข้อมูลซับซ้อนอีกหลายๆด้านที่ดลสนใจตั้งแต่เรื่องนก ล่าเหยื่อ ที่เชื่อมโยงไปถึงซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์  ภาพจิ๊กซอว์การเรียนรู้ของเด็กๆกำลังถูกเรียงต่อกันเป็นภาพโลกใบใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงผันผวนมากขึ้นทุกที และมีผลกระทบโดยตรงต่อการรับรู้และเรียนรู้ของมนุษย์ปัจจุบันและในอนาคต  กระแสข้อมูลมากมายที่ถ่าโถมเข้ามาในสื่อรูปแบบต่างๆที่ผมต้องเป็นฝ่ายตั้งรับต่อกระแสเหล่านี้ให้เป็นเชิงสร้างสรรค์ให้ได้มากที่สุด
   
อาร์เจนติโน...ไดโนกินพืชตัวโตที่ดลปั้นดินให้มีลำตัวกลวง งานสามมิติที่ต้องการทักษะที่ซับซ้อนขึ้น

 มีจุดสำคัญที่น่าสนใจที่ทำให้เห็นมุมมองในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้ชัดเจนขึ้นไม่ว่าจะในหน่วยเล็กที่สุดคือ ตัวผม ครอบครัว ชุมชนเรียนรู้ เครือข่าย และองค์กร และคงต้องประกอบกับการสำรวจตัวเองถึงอารมณ์ความคิดเช่นใดบ้าง ที่จะเป็นตัว อุปสรรค์ แทรกแซงและขัดขวาง ความคิดสร้างสรรค์ให้ขาดหายไปจากวิถีการเรียนรู้ ร่วมกัน ผมจับความบางส่วนมายืนยันความจริงที่ต้องทบทวน ตัวอารมณ์ความคิดที่มีแนวโน้วให้เป็นอุปสรรค์ ดังนี้

*-     ความกลัวความผิดพลาด ความล้มเหลว ความเสี่ยง

-         ความไม่สามารถที่จะทนต่อความไม่ชัดเจน ไม่สามารถสะกดข่มความต้องการความมั่นคงและความมีระเบียบ(ไม่มีความกระหายต่อความยุ่งยากสับสน)

-         ชอบตัดสิน(judge)ความคิด  มากกว่าที่จะสร้างความคิด

-         ไม่มีความสามารถที่จะผ่อนคลาย บ่มเพาะ และ "ชะลอการตัดสินใจออกไปเมื่อยังมีเวลา"

-         ไม่รู้สึกท้าทาย(ปัญหาไม่ได้ทำให้เกิดความสนใจ)ซึ่งตรงกันข้ามกับความกระตือรือร้นมากเกินไป(ถูกกระตุ้นให้เอาชนะอย่างรวดเร็วมากเกินไป)

-         ขาดความสามารถที่จะแยกแยะระหว่างความเป็นจริงและความเพ้อฝัน

 (*จากหนังสือแปล Conceptual BlockBusting โดย เจมส์ แอล อดัมส์ แปลโดย สภาพรรณ ศุภมันตา ศาสตราจารย์ ดร.เจมส์ แอล อดัมส์ เป็นอดีต วิศวกรออกแบบยานอวกาศขององค์การนาซ่า เป็นอาจารย์สอนวิชาออกแบบ กับวิชาการสร้างความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา ปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว สนพ.มูลนิธิเด็ก)

                จึงขอเชิญร่วมกันพิจารณาสิ่งเหล่านี้   โดยเฉพาะ ความคิดสร้างสรรค์ บนรากฐานแห่งความเป็นจริงซึ่งผมคงจะนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในคราวต่อไป โดยมุ่งหวังว่าจะใช้สิ่งนี้แหละก้าวข้าม ฟันฝ่า ปัญหา ผ่าทางตัน ในการดำรงชีวิตให้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริง

พ่อดลกะแดน 22/09/50